fbpx

ส่วนลดพิเศษ ประกันศูนย์

DEAL OF THE MONTH

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

LINE@ : @cameramaker

ค่า CRI คืออะไร สำคัญอย่างไรกับงานวิดีโอ และงานถ่ายภาพ

ค่า CRI คืออะไร สำคัญอย่างไรกับงานวิดีโอ และงานถ่ายภาพ

ปัจจุบันการทำงานถ่ายวิดีโอหรือการถ่ายภาพนิ่งมีการพัฒนาขึ้นมาอย่างมาก โดยสิ่งที่ทุกๆบริษัทและผู้ผลิตพยายามคิดค้นออกมา ไม่ว่าจะเป็นกล้องหรือเลนส์ ก็เพื่อถ่ายทอดสิ่งที่บันทึกให้ใกล้เคียงกับดวงตาเรามากที่สุด แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่หลายๆคนอาจจะมองข้ามกันไปคือคุณภาพของแสง หรือแหล่งกำเนิดแสงเทียม เช่นหลอด LED หรือหลอด Fluorescent หรือหลอด Incandescent ไม่ใช่แค่ความสว่างที่เราต้องการ แต่เราต้องคำนึงถึงคุณภาพสีที่ได้จากแหล่งกำเนิดแสงเทียมต่างๆ ว่าสามารถสร้างสีของวัตถุให้มีความเที่ยงตรงแค่ไหน

ดังนั้นเรามาทำความเข้าใจกับการวัดค่าความสามารถในการให้สีที่เที่ยงตรงของแหล่งกำเนิดแสงกันครับ โดยแหลงกำเนิดสงเทียมที่ต่างชนิดกันก็จะให้ค่าสีที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อหาค่ามาตรฐานในการวัดค่าสี เราต้องเปรียบเทียบกับแสงธรรมชาติในเวลากลางวัน เราจึงทำการวัดค่าสีจากค่าดัชนีวัดผลที่เรียกว่า CRI

CRI (Color Rendering Index)

เป็นดัชนีที่ชี้วัดความสามารถในการให้สีที่เที่ยงตรงของแหล่งกำเนิดแสงเทียม โดยจะทำการอ้างอิงจากแสงธรรมชาติในเวลากลางวัน

1. CRI เป็นหน่วยวัด ที่แบ่งออกมาเป็น 0-100 เป็นตัวเลขที่ใช้แสดงความเที่ยงตรงของสี โดยค่ายิ่งมาก หมายถึงความเที่ยงตรงของสียิ่งมีความเที่ยงตรงสูง

2. CRI บ่งบอกความสามารถของแหล่งกำเนิดแสงเทียม เช่น LED หรือ Fluorescent ว่าให้สีที่เที่ยงตรงแค่ไหนเมื่อเทียบกับแสงธรรมชาติ

3. CRI ใช้เปรียบเทียบความเที่ยงตรงของสี ที่เกิดจากการสะท้อนแสงของแหล่งกำเนิดแสงเทียมผ่านวัตถุ

หลักการทำงานของแสง

โดยปกติแสงธรรมชาติ แสงอาทิตย์ หรือที่เราเรียกว่า แสงขาว จะประกอบด้วยแสงสีต่างๆที่รวมกัน เรียกว่า สเปกตรัม (spectrum) ซึ่งจะประกอบไปด้วยเจ็ดสี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือ แสด แดง โดยในสีทั้งหมดสีม่วงจะเป็นสีที่มีพลังงานมากที่สุด (ความยาวคลื่นสั้นสุด) ไล่มาจนกระทั้งสีแดงที่มีพลังงานน้อยสุด (ความยาวคลื่นมากสุด) ดังนั้นสีของวัตถุต่างๆจะถูกกำหนดสีออกมาตามสีของวัตถุที่แสงขาวนั้นตกกระทบและสะท้อนออกมา

Electromagnetic Spectrum And Visible Light Digital Art by Peter ...
ภาพประกอบจาก  : https://fineartamerica.com/

เช่นในภาพ วัตถุคือผลแอปเปิลสีแดง ดวงตาเราสามารถมองเห็นเป็นสีแดงได้ เพราะว่า ตัวแอปเปิลทำการดูดสีสเปกตัมทั้งหมด ยกเว้นสีแดงเท่านั้นที่สะท้อนออกมา ทำให้ดวงตาเราเห็นภาพแอปเปิลเป็นสีแดง

ดังนั้นเมื่อเราใช้แหล่งกำเนิดแสงเทียม เช่นไฟ LED คือการที่เราพยายามสร้างสี ให้มีการสะท้อนออกมาเหมือนการทำงานของแสงธรรมชาติให้มากที่สุด ซึ่งถ้าแหล่งกำเนิดไฟ เช่นไฟ LED มีคุณภาพสูง ก็จะทำให้สามารถสร้างสีที่มีความเที่ยงตรงเหมือนการสะท้อนด้วยแสงธรรมชาติ ดังนั้นค่า CRI จึงเป็นตัวบอกว่าแหล่งกำเนิดไฟ ทำงานในการให้ค่าสีที่เที่ยงตรงหรือใกล้เคียงแสงธรรมชาติได้แค่ไหน

แต่การทำงานของแหล่งกำเนิดแสงเทียม โดยส่วนใหญ่แล้วจะสามารถสร้างแสงสีแดงออกมาได้ไม่เหมือนแสงธรรมชาติ ทำให้เกิดความแตกต่างของสีหลังจากแสงกระทบวัตถุ และสะท้อนกลับออกมา ซึ่งค่า CRI จะเป็นตัวบ่งบอกคุณภาพของแสงและสีของแหล่งกำเนิดแสงเทียม ดังภาพตัวอย่างด้านล่าง

 

การวัดค่า CRI

การวัดค่า CRI จะเกิดจากการประมวลผลของการทดสอบสีจำนวน 15 สี ภายใต้มาตรฐานและแหล่งกำเนิดแสงแบบเดียวกัน โดยเราจะแทนค่าสีแต่ละสีด้วยค่า R และแบ่งเป็นสีตามภาพด้านล่าง ซึงจะมีตั้งแต่ R1 ไปจนถึง R15

 

CRI led light fluorescent lamp halogen tungsten lamp

ภาพประกอบจาก : notoled.com

 

What is the difference between CRI and Ra? | Waveform Lighting
ภาพประกอบจาก : waveformlighting.com

 

โดยค่า CRI หรือ Ra จะเป็นผลของค่าเฉลี่ยที่เกิดจากสี R1 ไปจนถึง R8 ซึ่งกลุ่มสีดังกล่าวจะแทนกลุ่มสีของสภาพแวดล้อม และสิ่งของทั่วไป แต่สำหรับสีตั้งแต่ R9 ไปจนถึง R15 เป็นสีพิเศษ โดยส่วนใหญ่เป็นแม่สีที่มีความเข้ม เช่น แดง เหลือง เขียว ฟ้า เป็นต้น โดยค่าดัชนีที่แสดงผลตั้งแต่ R1 จนถึง R15 เป็นการบอกว่าแหล่งกำเนิดไฟเทียม สามารถสร้างสีของวัตถุได้ดีแค่ไหน โดยจะมีค่าตั้งแต่ 0-100 เช่นเดียวกับค่าเฉลี่ยรวมของ CRI หรือ Ra

 

สรุป

การที่ค่า CRI ตั้งแต่ 85-95 ถือว่าเป็นค่าแสงที่ให้แสงที่เที่ยงตรงในระดับที่ดี และถ้าสูงกว่า 95 ขึ้นไปจะถือว่าดีมากๆ โดยถ้าสามารถแสดงผลได้ถึง 100 ถือว่าเป็นแสงเดียวกับแสงธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้วในอุตสาหกรรมการผลิตหลอดไฟ ยังไม่มีใครสามารถทำได้ 100 เต็ม เนื่องจากมีปัจจัยหลายๆอย่างที่เป็นตัวแปรอีกมาก ดังนั้นถ้าค่า CRI อยู่ที่ระดับ 95 ขึ้นไปเรียกว่า มีความเที่ยงตรงของสีที่ดี สามารถมั่นใจในเรื่องของคุณภาพสีที่จะถูก reproduce ใหม่ได้ครับ

ดังนั้นการเลือกไฟ LED ต้องเลือกไฟที่มีคุณภาพสูง สำหรับงานถ่ายภาพ และงานวิดีโอ เพื่อถ่ายทอดได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ตาเราเห็นมากที่สุด

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเลือกซื้อไฟสำหรับงานวิดีโอ เพื่อผลิตงานโฆษณา หรือไฟสำหรับงานถ่ายภาพได้ที่บริษัท Camera Maker ตัวแทนอุปกรณ์ถ่ายภาพชั้นนำในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

ติดต่อ Line ID  : @cameramaker

 

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.