fbpx

ส่วนลดพิเศษ ประกันศูนย์

DEAL OF THE MONTH

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

LINE@ : @cameramaker

ความรู้เรื่องการถ่ายภาพ Landscape EP.6 ฟิลเตอร์ ND+CPL เหมาะกับการถ่ายภาพประเภทไหน

ฟิลเตอร์ ND+CPL เหมาะกับการถ่ายภาพประเภทไหน

หลังจากที่เราทำความรู้จักการทำงาน และประโยชน์ของฟิลเตอร์ Polarized กันไป ในบทความเรื่องความรู้เรื่องการถ่ายภาพ Landscape EP.5 ซึ่งเรียกว่าฟิลเตอร์ C-PL เป็นตัวช่วยที่สำคัญและมีประโยชน์มากๆ ต่อการถ่ายภาพ Landscape รวมไปถึงการถ่ายภาพ Portrait และงานวิดีโอ เพราะนอกจากจะตัดแสงสะท้อนจากกระจก หรือตึกต่างๆ ที่สำคัญยังช่วยคืนสีสันที่แท้จริงกลับมาให้ภาพดูมีความสดอิ่มของสีมากขึ้นอีกด้วย

แต่ก็มีฟิลเตอร์อีกประเภทในตลาดที่หลายๆคนเห็นกัน จะเป็นฟิลเตอร์ที่เขียนว่า ND + CPL โดยปกติจะนิยมตัวความเข้มที่เป็น ND64+CPL ซึ่งมีให้เลือกใช้กันอย่างแพร่หลาย และที่นิยมมากที่สุดในหมู่ช่างภาพสายแลนด์จะเป็น NiSi ND64+CPL มาถึงตรงนี้หลายๆคนคงมีคำถามว่าฟิลเตอร์ประเภทนี้เอาไว้ทำอะไร และเหมาะกับการถ่ายภาพประเภทไหน

ฟิลเตอร์ ND64+CPL เป็นฟิลเตอร์แบบ multi-function หรือที่เรียกกันว่าฟิลเตอร์แบบ 2-in-1 โดยจะรวมเอาฟิลเตอร์ ND และ CPL มาไว้ในแผ่นเดียวกัน ซึ่งโดยปกติแล้วการใช้ฟิลเตอร์คนละประเภทเอามาซ้อนทับกันในการถ่ายภาพไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร หลายๆคนคงเคยเอาแผ่นฟิลเตอร์วงกลมแลล CPL มาหมุนซ้อนทับการใช้งานร่วมกับฟิลเตอร์แบบ ND กันมาบ้างแล้ว เพียงแต่ฟิลเตอร์ ND+CPL เป็นจะมีข้อดีที่ได้เปรียบกว่าการนำฟิลเตอร์มาซ้อนกันเองตรงที่ มีขนาดที่บางกว่ากว่ามากๆ

ประโยชน์ของฟิลเตอร์ ND+CPL คือ

1. ขนาดบางกว่าการนำฟิลเตอร์แยกชนิดมาซ้อนกัน

เนื่องจากการถ่ายภาพ Landscape ส่วนใหญ่แล้ว เรานิยมที่จะใช้เลนส์ Ultra Wide หรือเลนส์ Wide Angle ปกติ ซึ่งถ้าเราใช้ฟิลเตอร์แบบแผ่นคงไม่มีปัญหาในการซ้อนเพราะเราจะมีตัว Filter Holder ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราใส่แผ่นได้ซ้อนกันได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเราไม่ใช้ Filter Holder แต่เลือกใช้ฟิลเตอร์วงกลมมาซ้อนกันเพื่อใช้งาน ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือ อาการ Vignette หรืออาการขอบมืดที่ขอบภาพทั้งหมด เนื่องจากเลนส์มุมกว้างมีองศาการรับภาพที่กว้างมากๆ ประกอบกับการใช้ฟิลเตอร์วงกลมมาซ้อนกัน 2 แผ่น จะทำให้มีความหนาที่มาก จะทำให้องศาการรับภาพของเลนส์ไปติดขอบของฟิลเตอร์ จนเกิดอาการ Vignette หรือขอบมืดที่ตัวภาพนั้นเอง

ดังนั้นฟิลเตอร์ ND+CPL จึงช่วยแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีขนาดที่บางกว่า ทำให้ไม่เกิดอาการขอบมืดที่ภาพ

ตัวอย่างภาพด้านล่างเป็นการใส่ฟิลเตอร์ 2 แบบ ซ้อนกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพจะติดขอบมืดที่มุมภาพ

ตัวอย่างภาพด้านล่างเป็นการใช้ NiSi ND64+CPL ภาพที่ได้จะไม่เกิดติดขอบมืด

2. สะดวกต่อการถ่ายภาพทะเลหรือน้ำตก

ในที่นี้ผมขออนุญาติหยิบเอาตัวฟิลเตอร์ที่เป็นที่นิยมสำหรับช่างภาพสายแลนด์มาเป็นตัวอย่างประกอบให้ดูกันนะครับ โดยจะเป็น NiSi ND64+CPL โดยเหตุผลหลักๆที่ช่างภาพชื่นชอบ NiSi ND64+CPL เนื่องมาจากเป็นฟิลเตอร์ที่ออกแบบมาสำหรับถ่ายน้ำตก หรือถ่ายทะเลโดยเฉพาะ

เนื่องจากความเข้มประมาณ 6 Stop หรือ ND64 เป็นความเข้มที่กำลังดีสำหรับการถ่ายภาพทะเลหรือน้ำตกให้มีความพลิ้วไหว แต่ถ้าเราต้องการจะทำให้น้ำทะเลกลายเป็นไอ หรือที่เรียกกันว่าต้มทะเล เราอาจจะต้องขยับความเข้มในการลดแสงไปเป็น ND1000 หรือ 10 Stop แทน

ตัวอย่างภาพด้านล่าง : ก่อนใช้ NiSi ND64+CPL


ที่มาของของภาพ http://www.en.nisioptics.com
ถ่ายโดย : marcinkowalski.com
.

ตัวอย่างภาพด้านล่าง : หลังใช้ NiSi ND64+CPL


ที่มาของของภาพ http://www.en.nisioptics.com
ถ่ายโดย : marcinkowalski.com
.

อย่างกล่าวไปว่า ND64 เป็นฟิลเตอร์ที่มีความพอดีในการถ่ายภาพน้ำตก หรือทะเล ดังดั้นเมื่อรวมการทำงานเข้ากับ CPL ทำให้กลายเป็นฟิลเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อถ่ายน้ำตก หรือทะเลโดยเฉพาะ ทำให้สะดวกในการทำงานและพกพา เวลาออกทริปเพราะเราสามารถเลือกใช้งานได้ทันทีเพียงหมุนเข้าหน้าเลนส์เมื่ออยู่หน้างาน

3. ราคาถูกกว่าซื้อแยก

เมื่อลองเปรียบเทียบราคาของการซื้อฟิลเตอร์แผ่นแยกแต่ละประเภทเพื่อเอามาใช้งานซ้อนกัน ปรากฏว่าราคาสูงกว่าการซื้อฟิลเตอร์ NiSi ND64+CPL แผ่นเดียว ดังนั้นถ้ามองว่าเราจะใช้งานเพื่อถ่ายภาพน้ำตก การเลือกซื้อ NiSi ND64+CPL เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าไปอีกด้วย
.

ตัวอย่างภาพที่ถ่ายด้วยฟิลเตอร์ NiSi ND64+CPL


ขอบคุณภาพจาก : TeeShutterB : https://pantip.com/topic/36991675
.


ขอบคุณภาพจาก : TeeShutterB : https://pantip.com/topic/36991675
.


ขอบคุณภาพจาก : TeeShutterB : https://pantip.com/topic/36991675
.


ขอบคุณภาพจาก : TeeShutterB : https://pantip.com/topic/36991675
.

สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการเลือกซื้อฟิลเตอร์ ND64+CPL

ในปัจจุบันฟิลเตอร์แผ่นมีให้เลือกหลากหลายแบรนด์แตกต่างกันไป หน้าตารูปลักษณ์ภาพยนอกอาจจะเหมือนกัน ดังนั้นเราจะมีหลักอะไรในการพิจารณา

1. เลือกดูการ Coating สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการถ่ายภาพ Landscape คือความเที่ยงตรงของสี เนื่องจากการถ่ายภาพ Landscape เกือบ 70% เราจำเป็นต้องตั้งค่า Speed shutter ให้เปิดนาน หรือที่เรียกกันว่าลากสปีด เพื่อให้เห็น Movement และการเคลื่อนไหวของเมฆและทะเล รวมไปถึงการทำให้ทะเลเรียบแบบไม่มีคลื่นอีกด้วยสิ่งที่ต้องสังเกตุคือ ฟิลเตอร์นั้นมี IR Coating (Infrared Coating) หรือเปล่า เนื่องจากรังสีอินฟาเรดที่อยู่ในแสงธรรมชาติจะมีความเพี้ยนไปเนื่องจากเราเปิด Shutter speed ที่นานขึ้น ดังนั้นสีของภาพที่บันทึกได้จะมีควมเพี้ยนแตกต่างไปตามคุณภาพของฟิลเตอร์ แต่ถ้าฟิลเตอร์นั้น IR Coating (Infrared Coating) จะช่วยป้องกันให้ภาพมีสีที่ตรง และไม่เพี้ยน และช่วยประหยัดเวลาในการแต่งภาพหรือช่วยให้การทำงานของเราได้ภาพที่มีคุณภาพสูง

 

2. ควรดูว่าฟิลเตอร์ที่เราเลือกซื้อมี WaterProof Coating หรือไม่ เพราะงานถ่ายภาพ Landscape ส่วนใหญ่ต้องมีการถ่ายภาพที่สมบุกสมบัน หรือบางภาพเราต้องไปยืนอยู่ใกล้น้ำตก หรือคลื่นจากน้ำทะเล ดั้งนั้นถ้าฟิลเตอร์ที่มีการเคลือบ Waterproof Coating แบบ Double Side จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการถ่ายภาพแบบในทุกสถานการณ์

สุดท้ายนี้ความสนุกของการถ่ายภาพ Landscape ไม่ใช่การรีบบันทึกภาพเพื่อให้ได้ภาพที่ต้องการอย่างเดียวแล้วเดินจากไป แต่เป็นการดื่มด่ำกับความสวยงามของธรรมชาติที่อยู่เบื้องหน้า และความสนุกกับการเดินทางพร้อมเพื่อน และการผจญภัยกับการเดินทางไปตามจุดต่างๆในการถ่ายภาพ ทางผู้เขียนขอให้ช่างภาพทุกท่านสนุกกับการเดินทาง และการถ่ายภาพนะครับ

สนใจเรื่องอุปกรณ์ถ่ายภาพ Landscape สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ Camera Maker ตัวแทนนำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ถ่ายภาพชั้นนำในประเทศไทย โดยเฉพาะอุปกรณ์ถ่ายภาพ Landscape

ติดต่อได้ที่ Line ID : @cameramaker

 

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.