ส่วนลดพิเศษ ประกันศูนย์

DEAL OF THE MONTH

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

LINE@ : @cameramaker

เลนส์ Cinema กับเลนส์ Photo ต่างกันอย่างไร ทำไมถึงมีราคาสูงกว่า

เลนส์ Cinema กับเลนส์ Photo ต่างกันอย่างไร ทำไมถึงมีราคาสูงกว่า

เลนส์ Cinema กับเลนส์ Photo โดยทั่วไปแล้วเลนส์ทั้งสองกลุ่มจะมีระยะและค่ารูรับแสงที่ทับซ้อนหรือใกล้เคียงกัน แต่ทว่ามีการใช้งานที่เฉพาะเจาะจงกว่า และที่สำคัญราคาของเลนส์ภาพยนตร์มักสูงกว่าเลนส์ถ่ายภาพทั่วไปอยู่มาก จึงมีหลายคนเกิดคำถามและสงสัยถึงความแตกต่างของเลนส์ทั้งสองประเภทนี้ ว่าทำไมเลนส์ Cinema ถึงแพงกว่า แล้วทำไมช่างภาพสายวิดีโอหรือสายงานภาพยนตร์จึงไม่ใช้เลนส์ Photo แทน เพราะประหยัดกว่า และในหลายๆ กรณีก็สะดวกและคล้องตัวกว่าด้วย วันนี้เรามาไขข้อสงสัยในเรื่องนี้กัน

แม้ทางยาวโฟกัสและค่ารูรับแสงของเลนส์ Cinema กับเลนส์ Photo จะมีความใกล้เคียงกัน หรือบางทีก็ทับซ้อนกัน แต่ในการออกแบบและจัดวางชิ้นเลนส์นั้น ผู้ผลิตไม่ได้ใช้โครงสร้างชิ้นเลนส์เหมือนกัน โดยจะทำการออกแบบและพัฒนาเลนส์สองกลุ่มแยกต่างหาก เพื่อให้ได้เลนส์ที่ตอบสนองความต้องการของแต่ละสายงานอย่างชัดเจน

 

1. การออกแบบและการจับถือ

เลนส์ Cinema เกือบทั้งหมดจะเป็นเลนส์ Manual ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับภาพเคลื่อนไหว และใช้ระบบรูรับแสงแบบ T-Stop ที่ให้ความเที่ยงตรงกว่า และเนื่องจากเลนส์ Cinema เป็นระบบ Manual จึงมีการกำกับตัวเลขและระบุสเกลสำหรับการปรับตั้งค่าวงแหวน Focus และ Aperture ซึ่งเลนส์ภาพยนตร์หลายๆ รุ่นจะใช้รูปแบบ Bi-Direction Scale เพื่อให้ช่างภาพสามารถดูการตั้งค่าต่างๆ ได้จาก 2 ทิศทาง นอกจากนี้วงแหวนโฟกัสและวงแหวนรูรับแสงจะเป็นรูปแบบของเฟืองเกียร์ Iris Gears เพื่อใช้ร่วมกับอุปกรณ์ช่วยโฟกัสหรือ Follow Focus

ส่วนเลนส์ Photo หรือเลนส์ถ่ายภาพทั่วไปในปัจจุบัน มักมุ่งไปที่การลดขนาดและการพัฒนาระบบออโต้โฟกัสเพื่อเพิ่มความสะดวกและคล้องตัวแก่ช่างภาพ เน้นความเรียบง่าย โดยแทบจะไม่มีการระบุสเกลใดๆ บนตัวเลนส์ และเลือกใช้ระบบรูรับแสงแบบ F-Stop ซึ่งจริงๆ แล้วก็ตอบสนองทั้งการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ แต่ยังมีข้อจำกัดในหลายๆ เรื่อง

 

2. การจัดวางชิ้นเลนส์และการเคลือบผิวเลนส์

เลนส์ Cinema โดยส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบและการจัดวางชิ้นเลนส์เป็นพิเศษ และอาจจะเคลือบผิวเลนส์ด้วยเทคโนโลยีพิเศษเพื่อให้ได้เอฟเฟกต์แสงที่น่าดึงดูดและสร้างความแตกต่างจากเลนส์ถ่ายภาพทั่วไป ตัวอย่างเลนส์ Anamorphic ที่พัฒนาเพื่อการนำเสนอผลงานในอัตราส่วนพิเศษ 2.4:1 WideScreen ที่นำไปฉายบนจอโรงภาพยนตร์

หรือจะเป็นประเภทเลนส์ Cinema Zoom ที่มีระบบการโฟกัสแบบ ParFocal ซึ่งเป็นการโฟกัสที่ออกแบบมาเพื่องานโทรทัศน์และภาพยนตร์อย่างแท้จริง เพราะเลนส์สามารถรักษาระยะโฟกัสได้ตลอดช่วงซูม ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ช่างภาพและเหล่า Filmmaker ที่ต้องการความเที่ยงตรงของระยะโฟกัส เพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพและไม่หลุดโฟกัส เหมือนเลนส์ซูมทั่วไป

Flares และ bokeh ที่ได้จากเลนส์ Anamorphic Lens

เลนส์ Cinema Zoom ที่มีระบบการโฟกัสแบบ ParFocal สามารถรักษาระยะโฟกัสได้ตลอดช่วงซูม

Laowa OOOM 25-100mm T2.9 Cine เลนส์ ParFocal

2. ค่ารูรับแสงที่เที่ยงตรงด้วยระบบ T-Stop

เลนส์ภาพยนตร์หรือเลนส์ Cinema จะให้ค่ารูรับแสงที่เที่ยงตรงกว่า เพราะเลือกใช้ระบบ T-Stop ซึ่งเป็นการคำนวณปริมาณแสงจริงที่สะท้อนจากตัววัตถุ และผ่านเลนส์ก่อนถึงเซ็นเซอร์รับภาพและฟิล์มถ่ายภาพ จึงให้ความเที่ยงตรงสูงแม้ใช้เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสต่างกัน เพิ่มความต่อเนื่องในการทำงาน เมื่อต้องการใช้เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสเปลี่ยนไป ก็เพียงแค่ปรับรูรับแสงให้ตรงกัน ตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์และ ISO ที่เท่ากัน รวมทั้งวัดแสงที่จุดเดียวกัน ก็จะได้ภาพและความสว่างต่อเนื่องจากการใช้เลนส์ตัวก่อนหน้า

ต่างกับเลนส์ Photo ทั่วไปที่ใช้ระบบ F-Stop เพื่อคำนวณค่ารูรับแสงของเลนส์แต่ละทางยาวโฟกัส ซึ่งเป็นการนิยามความสามารถในการเปิดรับแสง ณ จุดที่แสงตกกระทบวัตถุเท่านั้น โดยเลนส์แต่ละระยะและแต่ละทางยาวโฟกัส แม้มีการระบุค่า F-Stop ที่เท่ากัน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนทางยาวโฟกัสหรือเปลี่ยนเลนส์ ภาพที่ได้และแสงที่ผ่านเข้ามาอาจมีความคลาดเคลื่อน ซึ่งส่งผลต่อการทำงานในสายงานภาพยนตร์อย่างมาก

ตามหลักการแล้ว ระบบ F-Stop จะสูญเสียแสง เมื่อแสงเดินทางเข้าสู่กระบอกเลนส์ก่อนถึงเซ็นเซอร์รับภาพและฟิล์มถ่ายภาพ จึงมีความเปรียบต่างกันไปตามขนาดของเลนส์และทางยาวโฟกัส ต่างกับระบบ T-Stop ที่คำนวณจากปริมาณแสงจริงที่สะท้อนก่อนถึงหน้าเซ็นเซอร์หรือฟิล์มถ่ายภาพแล้ว

ยกตัวอย่าง 

T1.0 จึงใกล้เคียงกับ F0.95

T1.5 จึงใกล้เคียงกับ F1.4

T2.0 จึงใกล้เคียงกับ F1.8

T2.9 จึงใกล้เคียงกับ F2.8

แต่ก็เป็นการคาดการณ์ตามหลักการเท่านั้น เพราะค่า F-Stop ไม่มีความเที่ยงตรงในทุกทางยาวโฟกัส จึงไม่ควรคำนวณความสว่างจากเลนส์ทั้งสองระบบ และควรเลือกใช้เลนส์ระบบใดระบบหนึ่งเพื่อป้องกันการผิดพลาด และควรใช้ค่า T-Stop เมื่อต้องการความเที่ยงตรงสูงในการทำงาน

 

3. วัสดุและการจับถือที่ดีกว่า

โดยส่วนใหญ่แล้วเลนส์ Cinema จะไม่คำนึงถึงเรื่องขนาดและน้ำหนักของตัวเลนส์ แต่จะใช้การออกแบบและการจัดวางชิ้นเลนส์ให้ให้ได้คุณภาพตามต้องการ เลนส์ Cinema จึงมีขนาดและน้ำหนักมากกว่าเลนส์ Photo รวมไปถึงการเลือกใช้วัสดุที่ลดน้ำหนัก ตัวอย่างการเลือกใช้ Carbon Fiber ในเลนส์ XEEN CF

แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีและการพัฒนาที่ก้าวหน้า ทำให้เลนส์ภาพยนตร์มีขนาดเล็กลงและน้ำหนักเบายิ่งขึ้น เช่น เลนส์ Laowa Zero-D Cine ซึ่งให้คุณภาพในขนาดที่กะทัดรัด ช่วยเพิ่มความคล้องตัวและสอดคล้องไปกับแนวทางการออกแบบกล้องภาพยนตร์ที่มีขนาดเล็กลงเช่นกัน

 

4. การโฟกัสที่เที่ยงตรงและยืดหยุ่นกว่า

อีกหนึ่งความแตกต่างให้แก่เลนส์ Cinema คือระบบการโฟกัส ซึ่งแม้จะเป็นการโฟกัสแบบ Manual แต่กลับต่างจากเลนส์มือหมุนทั่วไป เพราะมีระยะการโฟกัสหรือ Focus Throw ที่กว้างกว่าเลนส์ถ่ายภาพทั่วไป เพราะโดยทั่วไปเลนส์ Photo จะมีระยะการโฟกัสที่กระชับ เพื่อความรวดเร็วในการใช้งานร่วมกับมอเตอร์โฟกัส ให้ระบบออโต้โฟกัสฉับไวยิ่งขึ้น แต่สำหรับเลนส์ Cinema และสายงานภาพยนตร์นั้น การที่ระยะโฟกัสสั้นเกินไปนั้นเพิ่มภาระในการเล็งหาช่วงจังหวะในการเปลี่ยนโฟกัส จึงใช้พัฒนาเลนส์ที่มาพร้อม Long Focus Throw เพื่อความยืดหยุ่นในการทำงาน

นอกจากนี้ Focus Breathing ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหากวนใจสำหรับช่างภาพสายวิดีโอที่มักพบเจอเรื่องกวนใจนี้เมื่อใช้เลนส์ Photo เพราะเลนส์ถ่ายภาพทั่วไป โดยเป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อมีการปรับระยะโฟกัสจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง วัตถุในภาพจะมีอัตราส่วนที่เปลี่ยนไป ทั้งหดเล็กลงหรือขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีกับงานที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง ทำให้ผู้ผลิตเลนส์ Cinema ต้องทำการปรับจูนเลนส์เพื่อให้ได้ภาพที่มีอาการ Focus Breathing น้อยที่สุด

หรือที่เรียก Low Focus Breathing ซึ่งเป็นผลจากการออกแบบและจัดวางชิ้นที่ให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ แน่นอนว่าเพิ่มภาระและต้นทุนให้แก่ผู้ผลิตเช่นกัน นั่นจึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เลนส์ Cinema มาราคาสูงกว่าเลนส์ Photo

Low Focus Breathing ที่ให้ความเที่ยงตรงสูง

 

5. ความเข้ากันได้กับงานเฉพาะทาง

ส่วนใหญ่แล้วผู้ผลิตเลนส์ Cinema จะเปิดตัวเลนส์เป็นซีรีส์ ที่มีค่ารูรับแสง ขนาด และน้ำหนักที่ใกล้เคียงกัน เพื่อความต่อเนื่องในการใช้งาน โดยเลนส์ในกลุ่มเดียวกันก็จะประกอบไปด้วยเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสซึ่งครอบคลุมการทำงานของช่างภาพสายภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังมีการออกแบบภาพนอกเพื่อการทำงานที่คล้องตัว พร้อมความเข้ากันได้กับ Matte Box, Follow Focus, ขาตั้งและ Gimbal Stabilizer รวมไปถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆ

6. ราคาเลนส์ Cinema

แม้เลนส์ Cinema ส่วนใหญ่จะมีราคาค่อนข้างสูงกวาเลนส์ Photo โดยทั่วไป แต่จริงๆ แล้วในตลาดก็มีผู้ผลิตที่นำเสนอเลนส์สำหรับช่างภาพสายภาพยนตร์ในราคาที่ไม่สูงมาก หรือเรียกได้ว่าใกล้เคียงกับเลนส์ถ่ายภาพทั่วไป ตัวอย่างเลนส์ Samyang VDSLR MKII ซึ่งเป็นเลนส์สำหรับช่างภาพวิดีโอและภาพยนตร์ ที่ถูกออกแบบเพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

รวมทั้งเลนส์ Laowa Zero-D Cine Lens เลนส์ภาพยนตร์ที่มาพร้อม Zero Distortion ให้ความสะดวกในการจัดองค์ประกอบของภาพได้ง่ายขึ้น ขอบภาพไม่บิดเบี้ยว ต่างจากเลนส์มุมกว้างทั่วไป และเลนส์ Mitakon Speedmaster Cinema Lens เลนส์สำหรับงานภาพยนตร์ที่ให้ค่ารูรับแสงกว้างถึง T1.0 ช่วยเพิ่มมิติของภาพ และทำงานได้ดีในที่แสงน้อย หรือการถ่ายทำในเวลากลางคืน

 

แนะนำเลนส์ Cinema คุณภาพสูงพร้อมการรับประกันศูนย์ไทยแท้

 

สนใจสั่งซื้อเลนส์ Cinema คุณภาพสูง ติดต่อได้ที่บริษัท Camera Maker ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเลนส์ อุปกรณ์ถ่ายภาพและภาพยนตร์คุณภาพสูง พร้อมการบริการหลังการขายและการรับประกันศูนย์ไทยแท้

ติดต่อ Line ID : @cameramaker

 

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Main Menu