ส่วนลดพิเศษ ประกันศูนย์

DEAL OF THE MONTH

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

LINE@ : @cameramaker

T-Stop กับ F-Stop ต่างกันอย่างไร และแต่ละแบบเหมาะกับงานประเภทไหน

T-Stop กับ F-Stop ต่างกันอย่างไร และแต่ละแบบเหมาะกับงานประเภทไหน

T-Stop กับ F-Stop ต่างกันอย่างไร หลายคนคงสงสัยไม่น้อย เนื่องจากมีเลนส์บางประเภทที่ใช้ระบบรูรับแสงแบบ T-Stop ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่คุ้นเคย เพราะตามปกติแล้วเลนส์ถ่ายภาพ รวมไปถึงกล้องถ่ายภาพมักใช้ระบบรูรับแสงแบบ F-Stop มากกว่า จึงไม่แปลกนักที่จะมีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับ T-Stop สำหรับผู้เริ่มต้นถ่ายภาพ รวมไปถึงช่างภาพหลายคนที่อาจจะยังไม่มีโอกาสได้จับเลนส์ที่ใช้ระบบรูรับแสงแบบ T-Stop

และเลนส์ที่มีระบบรูรับแสงแบบ T-Stop ก็มักอยู่ในกลุ่มเลนส์ Cinema และนิยมใช้งานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับมืออาชีพมากกว่า เพราะระบบรูรับแสงแบบ T-Stop นั้นตอบโจทย์กับสายงานประเภทนี้ อีกทั้งระบบรูรับแสงแบบ T-Stop ยังมีส่วนช่วยให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานของช่างภาพวิดีโอและสายงานภาพยนตร์อย่างมาก เพราะช่างภาพสามารถเปลี่ยนเลนส์ระยะต่างๆโดยที่ยังรักษาค่าแสงเดิมหรือปริมาณแสงที่ใกล้เคียงกันเอาไว้ได้ ต่างกับเลนส์ทั่วไปที่ใช้ระบบรูรับแสงแบบ F-Stop เพราะแม้จะใช้ค่ารูรับแสงหรือค่า F-Stop เดียวกัน แต่เลนส์แต่ละตัวก็อาจให้ค่าแสงหรือปริมาณแสงจริงๆ มากน้อยต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับทางยาวโฟกัสหรือระยะเลนส์นั้นๆ

.

1. F-Stop กับ T-Stop คืออะไร

T-Stop ไม่เท่ากับ F-Stop เพราะ T-Stop และ F-Stop ไม่ใช่ค่าเดียวกัน แต่เป็นความสัมพันธ์เชิงตัวเลขที่ได้จากการคำนวณทางคณิตศาตร์ เพื่อใช้ประโยชน์ในการถ่ายภาพ โดยส่วนใหญ่แล้วค่า F-Stop มักใช้ร่วมกับเลนส์ถ่ายภาพนิ่ง เนื่องจากเป็นระบบกำหนดค่าแสงที่กล้องถ่ายภาพโดยทั่วไปมักนิยมใช้กัน ส่วนค่า T-Stop จะใช้ร่วมกับเลนส์ภาพยนตร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเลนส์ในระบบแมนนวล (Manual) หรือเลนส์มือหมุน เนื่องจากไม่ได้เป็นระบบกำหนดค่าแสงที่กล้องโดยทั่วไปรู้จัก จึงต้องปรับตั้งค่าที่กระบอกเลนส์แทน

F-Stop คือ ค่าที่บอกขนาดรูรับแสง
F-Stop เป็นค่าที่บอกขนาดรูรับแสง ไม่ได้มีไว้เพื่อระบุปริมาตรที่แน่นอนของแสง เพราะค่าแสงที่ได้จากการเปิดรูรับแสงระบบ F-Stop ของเลนส์แต่ละตัวนั้นไม่เท่ากัน

ซึ่งขนาดของรูรับแสงที่เลนส์แต่ละตัวใช้ ได้มาจากการคำนวณทางยาวโฟกัสของเลนส์ เช่น เลนส์ 24mm, 50mm หรือ 85mm จากนั้นหารด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางรูรับแสงที่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งในความเป็นจริงผู้ผลิตเลนส์ต้องคิดย้อนกลับ เพราะการออกแบบเลนส์ระยะต่างๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรูรับแสงย่อมไม่เท่ากัน เราจำเป็นต้องทราบขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของรูรับแสงก่อน จากนั้นค่อยเอาไปออกแบบเลนส์ให้ได้รูรับแสงตามต้องการ โดยการหาเส้นผ่านศูนย์กลางรูรับแสงนั้น มาจากการนำทางยาวโฟกัส หารด้วยค่ารูรับแสงที่ต้องการ จากนั้นก็จะได้ผลลัพธ์เป็นขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางของรูรับแสงที่เลนส์ระยะนั้นๆ จำเป็นต้องใช้ในการเปิดรับแสงตาม F-Stop ต่างๆ

เมื่อเราปรับ F-Stop ที่เลนส์หรือที่ตัวกล้อง ขนาดรูรับแสงของเลนส์จะเปลี่ยนไป และเลนส์จะเปิดรับแสงเข้ามาในปริมาณที่ขึ้นอยู่กับเลนส์แต่ละตัว อาจได้ค่าความสว่างในแต่ละ F-Stop ที่ไม่เท่ากัน เพราะการวัดแสงของ F-Stop จะให้ความสำคัญเฉพาะแสงที่ตกกระทบตัววัตถุ (Incident Light) บริเวณด้านหน้าเลนส์เท่านั้น ไม่สนใจว่าระหว่างที่แสงผ่านกระบอกเลนส์เข้ามาจะมีการสูญเสียแสงเนื่องจากการกระทบหรือสะท้อนของชิ้นเลนส์มากน้อยแค่ไหน ทำให้แสงจริงที่วัดได้บริเวณท้ายเลนส์จากการเปิดรูรับแสงแบบ F-Stop มีความแตกต่างกันไปตามทางยาวโฟกัสและการออกแบบเลนส์

T-Stop คือ ค่าที่บอกปริมาณของแสง
T-Stop เป็นค่าที่บอกปริมาณาของแสง มีไว้เพื่อระบุปริมาตรที่แน่นอนของแสง เพราะค่าแสงที่ได้จากการเปิดรูรับแสงระบบ T-Stop ของเลนส์แต่ละตัวนั้นจะเท่ากัน

ซึ่งค่าความสว่างของเลนส์ทุกตัวที่ใช้ระบบรูรับแสงแบบ T-Stop ได้จากการนำค่ารูรับแสงมาหารด้วยเปอร์เซ็นต์ที่เลนส์แต่ละตัวสามารถส่งผ่านแสงจริงๆ มาจนถึงท้ายเลนส์ ผลลัพธ์ที่ได้จากการวัดแสงในระบบ T-Stop จึงเป็นปริมาตรของแสงจริงๆ ที่ถูกส่งมาจนถึงหน้าเซนเซอร์รับภาพ ซึ่งส่งผลให้ระบบรูรับแสงแบบ T-Stop มีความเที่ยงตรงกัน

เมื่อเราปรับ T-Stop ที่เลนส์ ขนาดรูรับแสงจะมีการเปลี่ยนแปลง และเลนส์จะเปิดรับแสงเข้ามาในปริมาณที่เป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ค่าความสว่างในแต่ละ T-Stop ของเลนส์ทุกตัวจะเท่ากันหรือใกล้เคียงกันที่สุด เพราะการวัดแสงของ T-Stop ให้ความสำคัญกับแสงที่สะท้อนผ่านเข้ามา (Reflected Light) จนถึงท้ายเลนส์ โดยคำนึงด้วยว่าระหว่างที่แสงผ่านกระบอกเลนส์เข้ามา จะมีการเสียแสงเนื่องจากการกระทบหรือสะท้อนของชิ้นเลนส์ไม่มากก็น้อย ทำให้แสงจริงที่วัดได้บริเวณท้ายเลนส์จากการเปิดรับแสงแบบ T-Stop นั้นเป็นมาตรฐานเหมือนกันในทุกๆ เลนส์

เพราะฉะนั้น ค่าแสงที่ได้จาก T-Stop จึงเชื่อถือได้ เพราะเป็นมาตรฐานเดียวกันในเลนส์ทุกตัว ส่วนค่าแสงที่ได้จาก F-Stop นั้นขึ้นอยู่กับทางยาวโฟกัสและการออกแบบเลนส์แต่ละตัว เนื่องจากค่า T-Stop วัดประมาณแสงที่บริเวณท้ายเลนส์ ทำให้มีความเที่ยงตรงกว่า F-Stop ที่วัดแสงด้านหน้าเลนส์

.

2. F-Stop และ T-Stop ต่างกันอย่างไร

จากข้างต้นเราจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างค่า F-Stop และ T-Stop เพราะทั้งคู่ต่างเปิดรับแสงผ่านรูรับแสง แต่ทั้งสองระบบกลับให้ความสำคัญกับปริมาณแสงต่างกัน เพราะ F-Stop ให้ความสำคัญกับแสงด้านหน้าเลนส์ ส่วน T-Stop ให้ความสำคัญกับแสงที่ท้ายเลนส์ ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้จากเลนส์ที่มาพร้อม F-Stop และ T-Stop แตกต่างกันออกไป และไม่เป็นที่นิยมในการนำเลนส์ทั้งสองระบบมาใช้ทำงานร่วมกัน

โดยเฉพาะสายงานวิดีโอและภาพยนตร์ เพราะค่าแสงของ F-Sop และ T-Stop แม้ทำการเทียบเคียงแล้วก็อาจคลาดเคลื่อนได้ อีกทั้งเลนส์ที่ใช้รูรับแสงแบบ F-Stop ให้ค่าแสงที่รูรับแสงเดียวกันไม่เท่ากัน เพราะเมื่อทางยาวโฟกัสเปลี่ยนไป การสูญเสียแสงจริงที่ผ่านเข้าสู่เลนส์แต่ละตัวก็จะต่างกัน

F-Stop : วัดแสงที่หน้าเลนส์
การปรับ F-Stop หมายถึง การปรับขนาดรูรับแสง เพื่อควบคุมความมืดสว่างและระยะชัดลึกชัดตื้น ยิ่งขยายรูรับแสงภาพที่ได้ก็จะยิ่งสว่างและให้ระยะชัดตื้นหรือเรียกว่าการละลายฉากหลัง ซึ่งช่วยให้เกิดโบเก้ได้เช่นกัน กลับกันยิ่งรูรับแสงแคบแสงที่ได้ก็จะน้อยลง ภาพที่ได้ก็จะมืดและให้ระยะชัดลึกหรือชัดทั้งภาพ โบเก้และเอฟเฟกต์แสงต่างๆ ก็จะน้อยลง

โดยค่า F-Stop วัดแสงที่ตกกระทบวัตถุบริเวณด้านหน้าเลนส์ โดยเป็นค่าแสงที่ยังไม่ผ่านกระบอกเลนส์ ซึ่งเลนส์แต่ละตัวมีการออกแบบ ทั้งขนาดและการจัดว่งชิ้นเลนส์ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ปริมาณของแสงหรือความสว่างที่ได้จากค่า F-Stop ของเลนส์แต่ละตัวอาจไม่เท่ากัน เช่น เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัส 24mm ที่ F1.8 อาจให้ความสว่างที่มากกว่าเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัส 35mm แม้ใช้ F1.8 เหมือนกัน เพราะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเสียแสงระหว่างที่แสงเดินทางในกระบอกเลนส์

T-Stop : วัดแสงที่ท้ายเลนส์
การปรับ T-Stop หมายถึง การปรับขนาดรูรับแสงเช่นเดียวกัน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความมืดสว่างและระยะชัดลึกชัดตื้น เมื่อใช้ T-Stop ที่กว้างก็ย่อมได้ความสว่างที่มากกว่าและให้ระยะชัดตื้นหรือการละลายฉากหลัง พร้อมทั้งทำให้เกิดโบเก้มากกว่าการใช้ T-Stop ที่แคบ
แต่ T-Stop แตกต่างกับ F-Stop

เพราะค่า T-Stop จะวัดแสงสะท้อนที่ผ่านกระบอกเลนสมาจนถึงหน้าเซ็นเซอร์รับภาพ โดยเป็นค่าแสงจริงที่ถูกส่งผ่านมาจนถึงท้ายเลนส์แล้ว ทำให้แม้ว่าเลนส์แต่ละตัวจะมีการออกแบบขนาดและจัดวางชิ้นเลนส์แตกต่างกัน ก็ไม่ส่งผลกระทบกับค่า T-Stop ของเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสต่างกัน เช่น เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัส 24mm และ 35mm เมื่อใช้ T2.0 ก็จะให้แสงที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกันที่สุด เพราะเป็นการวัดแสงที่เหลือมาจากการเดินทางผ่านกระบอกเลนส์

.

3. F-Stop กับ T-Stop เหมาะกับใคร

หลังจากเราทราบความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างค่า F-Stop และ T-Stop แล้ว หลายคนน่าจะเริ่มเห็นภาพแล้วว่า งานประเภทไหนที่เหมาะกับ

F-Stop : เหมาะกับการถ่ายภาพนิ่ง
F-Stop ของเลนส์แต่ละตัวให้ปริมาณแสงที่ไม่สม่ำเสมอกัน เพราะปัจจัยด้านการออกแบบเลนส์มีผลต่อแสงจริงที่จะผ่านมาสู่หน้าเซ็นเซอร์รับภาพ เนื่องจากการวัดแสงก่อนผ่านเข้าสู่กระบอกเลนส์ จึงไม่เหมาะกับงานที่ต้องการความเที่ยงตรงของแสง และใช้เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสต่างกัน แต่เหมาะกับการถ่ายภาพนิ่งและงานวิดีโอ ที่ไม่ต้องการความต่อเนื่องของค่าแสงที่จะได้รับจากเลนส์แต่ละตัวที่แตกต่างกัน อีกทั้งค่า F-Stop ยังง่ายกับการทำความเข้าใจ จึงถูกใช้ร่วมกับเลนส์ Photo และระบบกล้องถ่ายภาพส่วนใหญ่

T-Stop : เหมาะกับการถ่ายวิดีโอ
T-Stop ของเลนส์ทุกตัวให้ปริมาณที่เที่ยงตรงกัน เพราะปัจจัยด้านการออกแบบเลนส์ไม่มีผลต่อแสงจริงที่จะผ่านมาสู่หน้าเซ็นเซอร์รับภาพ เนื่องจากวัดแสงจริงหลังผ่านเข้าสู่กระบอกเลนส์มาจนถึงท้ายเลนส์แล้ว จึงเหมาะกับงานที่ต้องการความเที่ยงตรงของแสง และใช้เลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสต่างกัน เช่น สายงานวิดีโอและภาพยนตร์ เพราะช่วยเพิ่มความต่อเนื่องในการทำงานของช่างภาพ เมื่อต้องการเปลี่ยนทางยาวโฟกัสหรือเปลี่ยนเลนส์ ก็จะได้ค่าแสงที่ตรงกัน ไม่ต้องคอยกังวลว่าเลนส์อีกตัวจะเปลี่ยนคงามสว่างของภาพไปจากเดิม

.

สรุป

ดังนั้น T-Stop จึงเหมาะกับงานวิดีโอและภาพยนตร์ รวมทั้งสายงานที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง และความต่อเนื่องในการทำงาน เพราะระบบ T-Stop ให้ค่าแสงที่คงที่ ทำงานร่วมกับเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสต่างกันได้ เพราะให้ความมืดสว่างที่แน่นอน ซึ่งโดยส่วนใหญ่เลนส์ที่จะใช้ค่า T-Stop ก็มักจะเป็นกลุ่มเลนส์ Cinema และจะเป็นระบบ Manual เพื่อตอบโจทย์กับการทำงานประเภทนี้

ส่วน F-Stop เป็นระบบรูรับแสงที่ใช้กับเลนส์ Photo ซึ่งเหมาะกับงานถ่ายภาพที่เน้นความคล้องตัว ด้วยเป็นระบบที่ใช้งานง่ายและเป็นค่ารูรับแสงที่ใช้ร่วมกับกล้องถ่ายภาพส่วนใหญ่ ทำงานได้ทั้งระบบ Manual และ Auto Focus

แนะนำเลนส์ Cinema คุณภาพสูงพร้อมการรับประกันศูนย์ไทยแท้

 

สนใจสั่งซื้อเลนส์ Cinema คุณภาพสูง ติดต่อได้ที่บริษัท Camera Maker ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเลนส์ อุปกรณ์ถ่ายภาพและภาพยนตร์คุณภาพสูง พร้อมการบริการหลังการขายและการรับประกันศูนย์ไทยแท้

ติดต่อ Line ID : @cameramaker

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Main Menu