ส่วนลดพิเศษ ประกันศูนย์

DEAL OF THE MONTH

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

LINE@ : @cameramaker

ความแตกต่างระหว่างฟิลเตอร์ Black Mist และฟิลเตอร์ White Mist (Allure Soft)

ความแตกต่างระหว่างฟิลเตอร์ Black Mist และฟิลเตอร์ White Mist (Allure Soft)

ความแตกต่างระหว่างฟิลเตอร์ Black Mist และฟิลเตอร์ White Mist (Allure Soft) ผมเชื่อว่าหลายคนที่เริ่มมองหา Diffusion Filter มาใช้เพื่อสร้างเอฟเฟคให้กับภาพถ่ายและงานวิดีโอน่าจะมีคำถามที่สงสัยกันว่า ระหว่างฟิลเตอร์ Black Mist และฟิลเตอร์ White Mist มีความแตกต่างกันอย่างไร ในเมื่อเอฟเฟคของภาพที่ได้มีความใกล้เคียงกัน วันนี้ผมจะมาหาคำตอบและเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างฟิลเตอร์ทั้ง 2 ชนิดนี้กันครับ

โดยในการทดสอบนี้ทางผมจะเลือกใช้ NiSi Balck Mist และ NiSi Allure Soft (White Mist) นะครับ ซึ่งเหตุผลที่เราเลือก NiSi มาทดสอบเพราะว่าเป็นฟิลเตอร์ที่มีควเมเที่ยงตรงของสีที่สูงมากๆในตลาด และยังเป็นบริษัทฟิลเตอร์ที่ผลิตฟิลเตอร์ครอบคลุมทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นฟิลเตอร์ถ่ายภาพปกติ ฟิลเตอร์สำหรับงาน Cinema โดยเฉพาะการ IR Coating ที่ได้มาตรฐานไปทั่วโลก

.

ความหมายของฟิลเตอร์ Black Mist และฟิลเตอร์ White Mist

จริงๆถ้าเราแปลความหมายตามตัวของชื่อฟิลเตอร์ทั้ง 2 ชนิดนี้เราจะเข้าใจง่ายๆได้ว่า White Mist คือหมอกสีขาว และ Black Mist คือหมอกสีดำ โดยที่เอฟเฟคฟิลเตอร์ทั้ง 2 ชนิด จะแสดงผลออกมาไม่ต่างจากชื่อความหมายของตัวมันเองเท่าไหร่นัก โดยฟิลเตอร์ White Mist จะให้เอฟเฟคที่เหมือนกับหมอกสีขาวปกคลุมบางๆอยู่ที่ภาพ ส่วนฟิลเตอร์ Black Mist จะให้เอฟเฟคที่ภาพเหมือนมีหมอกสีดำบางๆปกคลุมอยู่ที่ภาพ ผมคิดว่าถ้าอธิบายแบบนี้น่าจะพอเห็นภาพรวมกว้างๆกันนะครับ แต่จริงๆแล้วรายละเอียดทั้ง 2 จะมีความแตกต่างกันอยู่ในแต่ละส่วน ซึ่งผมจะเปรียบเทียบทั้ง 2 แบบให้เห็นอย่างชัดเจนนะครับ

ตัวอย่างภาพที่ใช้ฟิลเตอร์ NiSi Black Mist

ตัวอย่างภาพที่ใช้ฟิลเตอร์ NiSi White Mist

.

เปรียบเทียบความแตกต่างฟิลเตอร์ Black Mist vs White Mist ตามรายละเอียดสินค้า

ผมเอา spec ของ NiSi Black Mist และ NiSi Allure Soft (White Mist) มาเทียบกันให้ดูกันก่อนนะครับ ว่าตามรายละเอียดสินค้าเค้ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

จากที่เราเห็นในตารางเปรียบเทียบกัน เราจะพบกว่าทั้งฟิลเตอร์ NiSi Black Mist และฟิลเตอร์ NiSi Allure Soft (White Mist) เป็นฟิลเตอร์ Diffusion เหมือนกัน คือทำหน้าที่กระจายแสงและช่วยให้เกิดเอฟเฟคที่ตัวภาพนั้นเองครับ แต่ที่นี้หน้าที่ของฟิลเตอร์ทั้ง 2 ชนิดนี้คล้ายกันมาก จนทำให้คนรู้สึกสับสนว่าต้องใช้อะไรดีนั้นเอง เรามาดูกันที่ละส่วนสำคัญกันนะครับว่าแต่ละข้อที่แตกต่างให้ผลต่างกันแค่ไหน

.

1. การลด Highlight และเพิ่ม Highlight ที่แตกต่างกันคนละส่วน

Black Mist จะไปเพิ่มรัศมีของแหล่งกำเนิดแสง ทั้งแสงธรรมชาติและแสงเทียม รวมไปถึงแสงที่สะท้อนจะสีผิวและวัตถุต่าง แต่จะลด Highlight ไปในพร้อมๆกัน ผลลัพธ์ของเอฟเฟคที่ได้ เราจะเห็นว่าที่บริเวณดวงไฟ ตัวรัศมีจะดูฟุ้งออกมาจากดวงไฟ แต่แสงสีขาวของ Highlight ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่กลับลดลง

ในขณะที่ฟิลเตอร์ White Mist จะไปสร้าง Glow effect ที่ส่วนใหญ่ช่างภาพสายฟิลม์หรือคนชอบเลนส์ Leica นิยมกัน ซึ่ง Glow effect จะเกิดได้ยาก และมีได้ในเลนส์บางตัวเท่านั้น ซึ่งเกิดจากการออกแบบของ Optic แต่ White Mist ฟิลเตอร์ จะไปสร้าง Glow Effect ให้เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดแสงธรรมชาติ แสงเทียม หรือแสงที่สะท้อนที่ผิว ในขณะเดียวกันก็จะไปเพิ่ม Glow ที่ฟุ้งออกมา สังเกตุได้จากบริณตรงกลางของดวงไฟ ที่มี Glow ฟุ้งกระจายออกมาเป็นรัศมี ซึ่งจะต่างจาก Black Mist ฟิลเตอร์

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Highlight และ Contrast ของฟิลเตอร์ NiSi Black Mist และ White Mist (Allure Soft)

.

2. ฟิลเตอร์ทั้ง 2 ตัว ลด Contrast ของภาพโดยรวมเหมือนกัน

จากการที่ฟิลเตอร์ Black Mist และ ฟิลเตอร์ White Mist ไปทำหน้าที่ลด Contrast ของภาพลงทั้งคู่ ผลลัพธ์จากการที่ Black Mist ไปลด Highlight และ ลด Contrast ลง ทำให้ภาพดูเหมือนฉาบไว้ด้วยหมอกสีดำบางๆ รัศมีของดวงไฟจะฟุ้งออกมาแต่ไม่ได้สว่างออกมาเพราะ Highlight ดังนั้นจะทำให้ภาพรู้สึก Soft และดูนุ่มนวลเหมือน Cinema look หรือ Film look นั้นเองครับ

แต่พอฟิลเตอร์ White Mist ทำให้เกิด Glow Effect ขึ้นที่ภาพ และฟิลเตอร์ไปเพิ่ม Highlight ของแสงไฟ ทำให้ภาพโดยรวมดูสว่างหรือขาวขึ้นพน้อมทั้งดูฟุ้งออกมา แต่ภาพไม่ได้เบลอแต่อย่างใด (ข้อนี้ดีมากๆ ที่ทำให้ต่างจากฟิลเตอร์แบรนด์อื่นๆ) ในขณะเดียวกันภาพทั้งหมดยังถูกลด Contrast ลง ทำให้รู้สึกเหมือนภาพฉาบไปด้วยหมอกขาวๆบางๆ ดูนุ่มนวลชวนฝันเหมือน Dream look นั้นเองครับ

ฟิลเตอร์ Black Mist ไปลด Highlight และลด Contrast ลง พร้อมให้รัศมีของดวงไฟที่ฟุ้งมากขึ้น

ฟิลเตอร์ White Mist ไปเพิ่ม Highlight แต่ลด Contrast ของภาพลง พร้อมทำให้เกิด Glow Effect ขึ้นที่ภาพ

.

3. ฟิลเตอร์ทั้ง 2 ชนิดช่วยให้ผิวของแบบดูนุ่มนวล และลดริ้วรอย

ผลของการ Diffusion ของแสงทั้งจากแสงธรรมชาติ แสงเทียม รวมไปถึงแสงที่สะท้อนจากพื้นผิว จะทำให้เวลา Skin tone ของตัวแบบดู soft และนุ่มนวล จะทำให้ผิวของตัวแบบดูนุ่มนวล ลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นออกไปได้ ซึ่งค่อนข้างเหมาะมากๆกับการใช้งานถ่ายภาพ Portrait โดยเฉพาะถ้าเป็น White Mist ซึ่งสร้างเน้นการสร้าง glow effect ทำให้เห็นผลลัพธ์ในเรื่องของการลดริ้วรอยที่ผิวแบบได้มากกว่า Black Mist

เปรียบเทียบระหว่างการใช้ฟิลเตอร์ NiSi Black Mist และ White Mist (Allure Soft)

 

จากตัวอย่างด้านบน ผมว่าหลายๆคนน่าจะพอมองออกถึงความแตกต่างของฟิลเตอร์ทั้ง 2 ชนิดกันบ้างแล้ว ผมเชื่อว่าช่างภาพหลายๆท่าน ทั้งที่ถ่ายงานภาพนิ่ง และงานวิดีโอ ถ้าชื่นชอบให้ผลงานตัวเองออกมาดูเป็น Dream look หรือ Cinema look ฟิลเตอร์ทั้ง 2 ชนิดนี้น่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับการใช้งาน และสร้างความแตกต่างให้กับภาพ

ความแตกต่างของ Skin tone ระหว่างการใช้ฟิลเตอร์ NiSi Black Mist และ White Mist (Allure Soft)

ข้อดีของการใช้ Diffusion ฟิลเตอร์ ทั้ง Black Mist และ White Mist คือการที่เราสามารถลดขั้นตอนการทำงาน Post Process ใน Photoshop และ Lightroom ลงไปได้เยอะมากๆ เพราะการปรับแต่งภาพให้ออกมาเหมือนเอฟเฟคของ Black Mist และ White Mist สามารถทำได้เช่นเดียวกัน แต่ต้องแลกมากับเวลาการทำงานที่ยุ่งยากกว่าเดิม และอีกอย่างการทำ Post Process ให้มีเอฟเฟคแบบนี้อาจทำให้ความละเอียดและความลมชัดของภาพเสียหายไปจนใช้งานไม่ได้ ดังนั้น Diffusion ฟิลเตอร์ทั้ง Black Mist และ White Mist (Allure Soft) จึงเป็นที่นิยนกันมากๆ

.

สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดฟิลเตอร์ Diffusion ทั้งฟิลเตอร์ Black Mist และฟิลเตอร์ Allure Soft (White Mist) ได้ที่ Camera Maker เราเป็นตัวแทนนำเข้าและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ถ่ายภาพชั้นนำมากมาย

สนใจติดต่อ Line ID : @cameramaker

หรือ Click ที่ลิงค์ ฟิลเตอร์ Black Mist และ ลิงค์ฟิลเตอร์ White Mist (Allure Soft) นี้ได้เลยครับ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Main Menu