ส่วนลดพิเศษ ประกันศูนย์

DEAL OF THE MONTH

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

LINE@ : @cameramaker

F-Stop รูรับแสงที่เหมาะกับการถ่ายภาพ Landscape

F-Stop รูรับแสงที่เหมาะกับการถ่ายภาพ Landscape

F-Stop รูรับแสงที่เหมาะกับการถ่ายภาพ Landscape สำหรับช่างภาพหลายคนก็น่าจะมีคำถามที่ว่า รูรับแสงแบบไหนและค่ารูรับแสงที่เท่าไหร่ ที่ดีที่สุดสําหรับการถ่ายภาพทิวทัศน์หรือการถ่ายภาพ Landscape ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับคำถามนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพอชี้ให้เห็นว่ารูรับแสงแบบไหนที่เหมาะกับการเก็บภาพวิวทิวทัศน์ ซึ่งเนื้อหาในคราวนี้เราจะชวนเพื่อนๆ ที่หัดถ่ายภาพ Landscape ไปทำความรู้จักกับค่ารูรับแสงมากขึ้น

ภาพถ่ายโดย Aleksandar Pasaric จาก Pexels

 

F-Stop คืออะไร

F-Stop คือ ค่ารูรับแสงที่เลนส์แต่ละตัวสามารถขยายขนาดของรูรับแสงเพื่อให้แสงผ่านเข้ามาสู่เซนเซอร์รับภาพหรือฟิล์มถ่ายภาพ โดยยิ่งค่ารูรับแสงกว้าง (ตัวเลข F-Stop จะต่ำ) ปริมาณการรับแสงก็จะมาก ตรงข้ามกับค่ารูรับแสงแคบ (ตัวเลข F-Stop สูง) ปริมาณการรับแสงก็จะน้อยตาม อีกทั้งค่ารูรับแสงยังมีผลต่อระยะชัดลึกและชัดตื้นของภาพอีกด้วย

ภาพถ่ายโดย Trace Hudson จาก Pexels

ชัดลึก – ชัดตื้น (Depth of Field) คืออะไร

  • ชัดลึก คือ การถ่ายภาพให้ชัดทั้งภาพ ซึ่งได้จากการหรี่ค่ารูรับแสง เช่น F/8 F/11 F/16 หรือ F/22 เมื่อถ่ายด้วยรูรับแสงแคบจะได้ภาพที่มีระยะชัดลึกตลอดช่วง ตั้งแต่ตำแหน่งที่โฟกัสไปจนถึงระยะอนันต์ (Infinity)

ภาพถ่ายโดย David Bartus จาก Pexels

 

  • ชัดตื้น คือ การถ่ายภาพละลายฉากหลัง ซึ่งได้จากการเปิดรูรับแสงกว้าง เช่น F/2.8 F/1.8 F/1.4 หรือ F/0.95 เมื่อถ่ายรูปด้วยรูปรับแสงกว้างจะได้ภาพที่มีระยะชัดตื้นบริเวณตำแหน่งที่ทำการโฟกัส ส่วนระยะที่นอกเหนือจากการโฟกัสจะเบลอหรือไม่คมชัด และอาจปรากฏโบเก้ที่แหล่งกำเนิดแสงต่างๆ

ภาพถ่ายโดย David Bartus จาก Pexels

 

สถานการณ์แบบไหนที่ควรใช้รูรับแสงกว้าง

แม้ว่าในสถานการณ์ส่วนใหญ่ช่างภาพมักเลือกใช้ค่ารูรับแสงแคบในการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์หรือภาพ Landscape แต่ก็มีหลายโอกาสเช่นกันที่จะใช้ค่ารูรับแสงหรือ F-Stop กว้าง เพื่อให้ภาพมีมิติยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับการถ่ายภาพที่ต้องการเน้นหรือให้ความสนใจกับบางตำแหน่งในภาพ เช่น ต้นไม้ ดอกไม้ อาคารสูง หรือบุคคลในภาพ โดยยังคงเก็บองศารับภาพมุมกว้างไว้ และให้มีระยะชัดตื้นหรือการละลายฉากหลังเล็กน้อย เพื่อให้จุดที่ต้องการโฟกัสโดดเด่นขึ้นมาจากฉากหลัง

ภาพถ่ายโดย picjumbo.com จาก Pexels

นอกจากนี้การถ่ายภาพด้วยค่ารูรับแสงกว้าง หรือค่า F-Stop ที่น้อย ยังช่วยเพิ่มคุณภาพของภาพในอีกทางหนึ่ง เพราะช่างภาพไม่จำเป็นต้องใช้สปีดชัตเตอร์ที่ต่ำจนเกินไปเหมือนการถ่ายภาพที่รูรับแสงแคบ และไม่จำเป็นที่ต้องใช้ค่าความไวแสงหรือ ISO สูงจนเสียรายละเอียดในส่วนสำคัญไป การเปิดรูรับแสงกว้างในบางโอกาสก็สามารถให้ภาพที่น่าสนใจและมีประสิทธิภาพดีกว่าในบางโอกาส เช่นสถานการณ์ที่แสงน้อย

ภาพถ่ายโดย Erik Mclean จาก Pexels

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาเลนส์ของผู้ผลิตเลนส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันช่วยให้ค่ารูรับแสงกว้างอย่าง F/2.8 มีความคมชัดกว่าค่ารูรับแสงแคบอย่าง F/22 ทำให้การถ่ายภาพด้วยรูรับแสงกว้างระหว่าง F/2.8 ถึง F/4 นั้นให้คุณภาพของภาพที่ยอดเยี่ยมในหลายๆ สถานการณ์ และความคมชัดสูงสุดโดยเฉพาะบริเวณที่ต้องการโฟกัส ที่นอกจากจะคาดหวังผลได้แล้ว ยังให้ภาพที่มีมิติของภาพที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นได้อีกด้วย

ภาพถ่ายโดย Dmitriy Ganin จาก Pexels

 

สถานการณ์แบบไหนที่ควรใช้รูรับแสงแคบ

แน่นอนว่าการถ่ายภาพ Landscape นิยมใช้ค่ารูรับแสงแคบ เพื่อเก็บรายละเอียดหรือส่วนชัดตลอดทั้งภาพ โดยเฉพาะภาพวิวทิวทัศน์ที่เน้น Detail เป็นพิเศษ จึงจะเห็นช่างภาพใช้ F-Stop ช่วง F/8 – F/11 หรือมากกว่านั้นสำหรับสร้างสรรค์ผลงาน Landscape ในสถานการณ์ต่างๆ แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวไว้ในหัวข้อก่อนหน้าว่าการใช้ค่ารูรับแสงแคบ มักเผชิญหน้ากับปัญหาเรื่อง Noise จากการดันค่า ISO สูงขึ้นเพื่อรับแสงแทนรูรับแสงที่ปรับแคบลง

ภาพถ่ายโดย Kyle Roxas จาก Pexels

ทำให้ในหลายๆ สถานการณ์ ช่างภาพจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริม อย่างเช่น ขาตั้งกล้อง เพื่อให้สามารถใช้สปีดชัตเตอร์ที่ต่ำและเปิดรับแสงนานขึ้น และเพื่อป้องกันการสั่นไหวของภาพ โดยการใช้ขาตั้งกล้องอาจต่อยอดไปถึงการลากสปีดชัตเตอร์ Long Exposure ร่วมกับการใช้ ND Filter หรือฟิลเตอร์ตัดแสง เพื่อสร้างเอฟเฟกต์ภาพที่ช่างภาพ Landscape ส่วนใหญ่นิยมใช้ ซึ่งจะช่วยให้ได้ผลงานภาพถ่ายที่โดดเด่นและน่าสนใจยิ่งขึ้น

ภาพถ่ายโดย Bruno Glätsch จาก Pexels

 

F-Stop ที่ลงตัวและเหมาะการถ่าย Landscape

ค่ารูรับแสงหรือ F-Stop ของเลนส์ถ่ายภาพแต่ละตัวแม้โดยหลักการแล้วจะเป็นการเปิดรูรับแสงผ่านการหดและขยายม่านรูรับแสงเหมือนกัน แต่ค่าแสงจริงๆ ที่เลนส์แต่ละตัวสามารถส่งผ่านมายังกล้องได้นั้นมีความแตกต่างกันตามทางยาวโฟกัสและการออกแบบเลนส์ ทำให้เลนส์แต่ละตัวและเลนส์แต่ละระยะให้ความคมในแต่ละค่ารูรับแสงต่างกัน ยกตัวอย่าง เลนส์มุมกว้าง 14mm อาจใช้ค่ารูรับแสง F/8 ก็ให้ความชัดทั้งภาพได้แล้ว แต่เมื่อเทียบกับเลนส์อีกระยะ 85mm เมื่อถ่ายด้วย F/8 เหมือนกันก็อาจไม่ได้ความชัดเหมือนเลนส์มุมกว้าง ยิ่งเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสเพิ่มขึ้น เช่น 105mm 135mm 200mm 400mm ก็ยากที่จะถ่ายภาพชัดลึกแม้เปิดค่ารูรับแสงแคบสุดแล้วนั่นเอง

ภาพถ่ายโดย PUSCAU DANIEL FLORIN จาก Pexels

ทำให้ค่ารูรับแสงที่เหมาะกับการถ่ายภาพ Landscape นั้นขึ้นอยู่กับประเภทของเลนส์ และเลนส์ที่เหมาะกับการถ่ายภาพทิวทัศน์ก็เป็นกลุ่มเลนส์ Wide Angle หรือเลนส์มุมกว้าง เพราะให้ภาพชัดลึกและชัดทั้งภาพง่ายกว่าเลนส์ประเภทอื่นๆ ส่วนค่ารูรับแสงที่นิยมใช้ถ่ายภาพ Landscape สำหรับเลนส์มุมกว้างก็เริ่มตั้งแต่ F/7.1 – F/13 เนื่องจากความคมของเลนส์ส่วนใหญ่มักตกลงไปเมื่อใช้ค่ารูรับแสงแคบกว่านี้ จึงไม่บ่อยที่ช่างภาพจะใช้ F/22 ในการถ่ายภาพทิวทัศน์ เพราะภาพรวมของภาพจะไม่คมชัดเท่ารูรับแสง F/11

ภาพถ่ายโดย Anne McCarthy จาก Pexels

อีกทั้งความคมชัดของเลนส์ส่วนใหญ่มักอยู่ที่ค่ารูรับแสง F/4 F/8 และ F/11 ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเป็นค่ารูรับแสงที่เหมาะกับการเก็บรายละเอียดของภาพ Landscape ส่วนจะเลือกใช้ F/4 หรือ F/8 หรือ F/11 ก็ขึ้นอยู่กับระยะและทางยาวโฟกัสของเลนส์ สำหรับเลนส์ที่มีทางยาวโฟกัสอยู่ในช่วง 14mm – 18mm หรือต่ำกว่า ก็สามารถใช้ค่ารูรับแสง F/4 เพื่อเก็บระยะชัดลึกได้แล้ว ส่วนเลนส์ที่มีระยะและทางยาวโฟกัสอยู่ในช่วง 18mm – 24mm หรือสูงกว่า ก็จำเป็นต้องใช้ค่ารูรับแสงที่แคบลง

ภาพถ่ายโดย Matthew DeVries จาก Pexels

 

สนใจอุปกรณ์ถ่ายภาพ Landscape คุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นเลนส์ถ่ายภาพ ฟิลเตอร์ และขาตั้งกล้องรวมทั้งหัวเกียร์สำหรับถ่ายแลนด์ ติดต่อได้ที่บริษัท Camera Maker เราเป็นตัวแทนจำหน่ายและนำเข้าสินค้าแบรนด์คุณภาพจากทั่วโลก

ติดต่อ Line ID : @cameramaker

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

Main Menu